ประชาชนรุกป่า..ศาลจับขัง..ปรับ...ไล่ออกจากที่ทำกิน...แต่กลุ่มผู้พิพากษารุกป่า.นายกฯป้อง..

ประชาชนรุกป่า..ศาลจับขัง..ปรับ...ไล่ออกจากที่ทำกิน...แต่กลุ่มผู้พิพากษารุกป่า.นายกฯป้อง..

ประชาชนรุกป่าศาลจับขังปรับไล่ออกจากที่ทำกิน...แต่กลุ่มผู้พิพากษารุกป่า.นายกฯป้อง..

ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 64/2557

สั่ง ณ วันที่ 14 มิถุนายน พุทธศักราช 2557

โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ในเวลาไม่ถึงเดือนจากการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557

ประชาชนเป็นร้อยๆพันๆได้ผลกระทบจากคำสั่งนี้..เดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้าทั่วประเทศ..

ผู้พิพากษาสั่งปรับ สั่งจองจำมากน้อยลดหลั่นกันไป จนเกิดองค์กรขึ้นมาต่อต้านคำสั่งนี้...

แต่แปลกแฮะ..” หมู่บ้านผู้พิพากษา ป่าแหว่ง “ เมื่อปี 2557 ยังมีสภาพเป็นป่าสมบูรณ์...

มาปี 2561 หมู่บ้านที่หลุ่มผู้พิพากษาทำแหว่งขึ้นไปในพื้นที่ป่าบนดอยสุเทพแบบเย้ยฟ้าท้าดิน เสียดแทงใจชาวเมืองเชียงใหม่ล้านนาเป็นอย่างยิ่ง..

ทั้งที่การกรำทำนั้นมันผิดตามคำสังคสช.อย่างชัดแจ้ง...
เมื่อประชาชนออกมาร้องเรียนต่อต้าน..นายกฯกลับใช้อำนาจปกป้อง...

มันหมายความว่าจั่งใดนิ...

ลองอ่านดูที่อีลุงคนนี้เขาว่า....

ที่ดินของผมที่กาฬสินธุ์มี 20 ไร่ ปลูกยางหวังจะมีเงินกับเขานั่นแหละ เมื่อก่อนปลูกมะขาม แต่พอปลูกยางได้เจ็ดปี ปีที่แล้วเขาตัดเกลี้ยงเลย จะให้ผมทำไง เขาตัดแล้วก็แล้วไป ผมรู้ว่าเรียกร้องอะไรไม่ได้ หนี้สินผมก็ไม่มีจะใช้แล้ว หาส่งดอกเบี้ยเขาได้ก็หา หาไม่ได้ก็ตายจากโลกไป ผมก็แก่แล้ว จะเอาอะไรไปสู้ ผมก็ไม่กลัวจะเสียอะไรแล้ว แต่ถามว่าทำไมนายทุนสร้างโรงงานอุตสาหกรรมยาง มองจากถนนก็เห็นชัดว่าอยู่กลางป่าสงวน แต่ไม่โดน รีสอร์ทก็ขึ้นข้างๆ ทางติดอุทยานก็ไม่เห็นโดนไล่ โดนห้าม อยู่ๆ มาบอกว่ามีโฉนด ผมเลยคิดว่าให้อภัย เขาทำหน้าที่เขา เราทำหน้าที่เรา ” 

อีลุงชาวไร่ยางกล่าวอย่างหม่นหมอง....

อ่านแล้วก็เศร้า...กี่ร้อยกี่พันครอบครัวที่ประสพชะตากรรมอย่างนี้...

แต่คณะศาลอุทธรณ์ ภาค 5 กลับมีสิทธิพิเศษเหนือชาวบ้านธรรมดาๆ...

มันไม่ยุติธรรมเลยนะเนี่ย.....

ป.ล. วันนี้เอาลิ้งค์ข่าวชาวบ้านที่โดนสั่งปรับ สั่งขังโทษฐานขัดขืนคำสั่งคสช. มาให้ดูท้านกระทู้นี้ด้วย

ศาลสั่งจำคุกรวม 12 เดือนและสั่งให้ออกจากที่ดิน คดีทวงคืนผืนป่าชาวบ้านชัยภูมิ
 
ศาลชัยภูมิอ่านคำพิพากษานิตยา ม่วงกลาง เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน ข้อหาบุกรุกป่า พิพากษาจำคุกรวม 12 เดือนปรับ 1.4 แสนบาท และสั่งให้ออกจากที่ดินซึ่งปลูกมันสำปะหลัง โดยที่ผ่านมาอุทยานแห่งชาติไทรทองฟ้องชาวบ้านรวม 19 คดี ศาลพิพากษาแล้ว คดี 

 41412343035_46bd12fd12_b.jpg]
นิตยา ม่วงกลาง สมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (แฟ้มภาพ)

ส.ค. 2561 เวลา 9.00 น. วันนี้ ศาลจังหวัดชัยภูมิอ่านคำพิพากษานิตยา ม่วงกลาง สมาชิกเครือข่ายปฎิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) ในข้อหาบุกรุกป่ารวม คดี โดยคดีที่ ห้องพิจารณาคดีที่ ศาลพิพากษาจำคุก เดือน ให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท และคดีที่ ที่ห้องพิจาณาคดีที่ ศาลพิพากษาจำคุก เดือน ให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 40,000 บาท นอกจากนี้ศาลมีคำสั่งให้ออกจากที่ดินทำกินทั้ง คดี

ตามรายงานของสำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน ภายหลังกระบวนการอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้นเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำศาลคุมตัวจำเลยไปยังห้องคุมขัง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการยื่นขอประกันตัว โดยใช้หลักทรัพย์กองทุนยุติธรรมจังหวัดชัยภูมิ ตามที่ทนายความจำเลยได้ทำการยื่นคำร้องขอหลักทรัพย์การประกันตัวไปก่อนหน้านี้แล้ว

สำหรับนิตยา ซึ่งเป็นชาวบ้านซับหวาย ต.วังตะเฆ่ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ และในฐานะที่เป็นแกนนำหญิงผู้ลุกขึ้นมาต่อสู้ในเรื่องสิทธิที่ดินทำกิน ทำให้เธอถูกฟ้องคดีเป็นคนแรก ต่อมาทั้งแม่และน้องสาวเธออีก คน ก็ถูกฟ้องคดี รวมทั้งเพื่อนบ้านเธอรวมทั้งหมด 14 ราย 19 คดี โดยเพื่อนบ้านของนิตยา ถูกศาลพิพากษาแล้วจำนวน ราย ดังนี้ 

วันที่ 17 ก.ค. 61 ศาลพิพากษาจำคุกสีนวล พาสังข์ เดือน 10 วัน ให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 150,000 บาท

วันที่ 25 ก.ค. 61 ศาลพิพากษาจำคุกปัทมา โกเม็ด เดือน ให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 250,000 บาท

วันที่ 26 ก.ค. 61 ศาลพิพากษาจำคุกสมพิตร แท่นนอก 10 เดือน ให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท

ทั้ง ราย ศาลพิพากษาให้ออกจากที่ดินทำกิน โดยทั้ง ราย ได้รับการประกันตัวตามที่ทนายความจำเลยได้ยื่นคำร้องขอความช่วยเหลือจากกองทุนยุติธรรมจังหวัดชัยภูมิไปแล้ว

อีกมุมนโยบายทวงคืนผืนป่า เมื่อ 'นิตยาและเพื่อนบ้านรวม 14 ราย ถูกดำเนินคดีบุกรุกป่า

สำหรับข้อกล่าวหาต่อนิตยานั้น หลังจากที่นิตยากลับมาช่วยแม่และน้องสาวทำไร่มันสำปะหลังในที่ดินที่ผู้เป็นแม่มอบให้ทำกินคนละ 10 ไร่นั้น ต่อมาวันที่ 10 เม.ย. 2558 ช่วงที่เธอกับน้องสาวอีก คนไม่อยู่ เจ้าหน้าที่ป่าไม้อุทยานแห่งชาติไทรทองจำนวน 25 คน เข้ามาหาแม่ของเธอ พร้อมบอกว่าครอบครัวทำผิดกฎหมายบุกรุกพื้นที่ป่า โดยให้ลงนามยินยอมคืนพื้นที่ตามนโยบายทวงคืนผืนป่าของ คสช.

เจ้าหน้าที่บอกให้แม่ของนิตยาลงนามแทนให้เธอและน้องสาวด้วย แม้ว่าแม่ของนิตยาขอให้รอเจ้าตัวมาลงนามเอง แต่ได้รับการปฎิเสธ พร้อมกับข่มขู่ว่าหากไม่ลงนามจะถูกจับกุม ดำเนินคดี และจะไม่ให้เก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง แม่ของนิตยาจึงยอมลงนาม

ต่อมาเมื่อนิตยาได้ทราบเรื่องราว จึงได้หันมาต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมในสิทธิที่ดินทำกิน ด้วยเกรงว่าในอนาคตของครอบครัวรวมทั้งเพื่อนบ้านจะไม่มีที่ดินทำกิน เหตุเพราะเพื่อนบ้านของเธอก็ถูกข่มขู่ให้ยินยอมลงนามเอกสารหลายราย ในลักษณะเดียวกัน

ทั้งนี้นิตยาได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือข่ายปฎิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) โดยเริ่มเคลื่อนไหวเมื่อ มี.ค. 2559 ร่วมกับ ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศในนามขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) เพื่อยื่นหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสำนักงานสำนักปลัดนายกรัฐมนตรีและร่วมเจรจาหาแนวทางแก้ไขปัญหาทางนโยบายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

กระทั่งเมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2559 นิตยาและแม่ รวมทั้งน้องสาว รวม คน ได้รับหมายเรียกให้เข้าพบพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรวังตะเฆ่ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาตามที่อุทยานแห่งชาติไทรทอง แจ้งความดำเนินคดีฐานความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ และ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ ดังกล่าว โดยนอกจากนิตยาแล้วยังมีเพื่อนบ้านถูกแจ้งหาอีกรวมทั้งหมด 14 รายดังกล่าว

ที่มา :
https://prachatai.com/journal/2018/08/78193

http://nanasara.org/forum/showthread.php?tid=9655

  • หลงรัก
    1
  • ว้าว!
    2
  • ขำขำ
    6
  • เศร้า
    9
  • โกรธ
    5

11 ความคิดเห็น

 
akausa

อีกมุมนโยบายทวงคืนผืนป่า เมื่อ 'นิตยาและเพื่อนบ้านรวม 14 ราย ถูกดำเนินคดีบุกรุกป่า

ศรายุทธ ฤทธิพิณ สำนักข่าวปฎิรูปที่ดินภาคอีสาน รายงาน
 
เปิดอีกมุมหนึ่งของความไม่เป็นธรรมจากนโยบายทวงคืนผืนป่า เมื่อ 'นิตยา ม่วงกลางแกนนำหญิงนักต่อสู้สิทธิที่ดินทำกิน และเพื่อนบ้านรวม 14 ราย ถูกดำเนินคดีบุกรุกป่า เจ้าตัวยันพร้อมสู้เพื่อความบริสุทธิ์ใจ แม้ผลจะออกมาอย่างไร
 41412343035_46bd12fd12_b.jpg]
นิตยา ม่วงกลาง หรือ กบ อายุ 34 ปี สมาชิกเครือข่ายปฎิรูปที่ดินภาคอีสาน(คปอ.)

เมื่อวันที่ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา เวลา 09.00 น. นิตยา ม่วงกลาง หรือ กบ อายุ 34 ปี เดินทางมายังศาลจังหวัดชัยภูมิ ตามศาลนัดสืบพยานจำเลย ในคดีที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรทอง แจ้งความฐานความผิดบุกรุกป่า

ประมาณ 18.30 น.ภายหลังจาก นิตยา ลงมาจากชั้น ห้องพิจารณาคดีที่ เธอบอกว่า แม้จะรู้สึกเหมือนถูกกดดันในการสืบพยานจำเลยอย่างมาก เนื่องจากคดีของเธอไม่ได้รับความเป็นธรรมจากนโยบายทวงคืนผืนป่า และที่ผ่านมาครอบครัวก็ถูกข่มขู่มาตลอด อีกทั้งยังถูกหว่านล้อมให้ยอมรับสารภาพ

อย่างไรก็ตาม นิตยา บอกอีกว่า แม้ผลการสืบพยานจำเลยในครั้งนี้จะออกมาอย่างไรก็ตาม เธอพร้อมที่จะสู้ในขั้นต่อไปเพื่อแสดงถึงความบริสุทธิ์ในที่ดินทำกินของตนเองและครอบครัว รวมทั้งของเพื่อนบ้านและสมาชิก
 41412343175_43d64afedd_b.jpg]

สำหรับการลุกขึ้นมาเป็นแกนนำของนิตยานั้น เริ่มจากช่วงปี 2549 หลังจากโรงงานเย็บผ้าที่เธอเคยทำอยู่ที่กรุงเทพฯ ล้มละลาย นิตยาจึงเดินทางกลับมายังบ้านเกิดที่บ้านซับหวาย ต.ห้วยแย้ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ โดยยึดอาชีพเกษตรกร ทำไร่มันสำปะหลัง ซึ่งผู้เป็นแม่มอบที่ดินทำกินให้กับนิตยาและน้องสาวอีก คนๆ ละ 10 ไร่

ต่อมาในวันที่ 10 เม.ย.58 ช่วงที่เธอกับน้องสาวอีก คนไม่อยู่ เจ้าหน้าที่ป่าไม้อุทยานแห่งชาติไทรทอง จำนวน 25 คน เข้ามาหาแม่ของเธอ พร้อมบอกว่าครอบครัวทำผิดกฎหมายบุกรุกพื้นที่ป่า โดยให้เซ็นต์เอกสารยินยอมคืนพื้นที่ตามนโยบายทวงคืนผืนป่า

เจ้าหน้าที่บอกให้แม่ของนิตยาเซ็นต์แทนให้เธอและน้องสาวด้วย แม้แม่ของนิตยาขอให้รอเจ้าตัวมาเซ็นต์เอง แต่ได้รับการปฎิเสธ พร้อมกับข่มขู่ว่าหากไม่เซ็นต์จะถูกจับกุม ดำเนินคดี และจะไม่ให้เก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง แม่ของนิตยาจึงเซ็นต์ด้วยความจำยอม

ต่อมานิตยาได้ทราบเรื่องราว จึงได้หันมาต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมในสิทธิที่ดินทำกิน ด้วยเกรงว่าในอนาคตของครอบครัวรวมทั้งเพื่อนบ้านจะไม่มีที่ดินทำกิน เหตุเพราะเพื่อนบ้านของเธอก็ถูกข่มขู่ให้ยินยอมเซ็นต์เอกสารหลายราย ในลักษณะเดียวกัน

นิตยา เข้ามาเป็นแกนนำ ด้วยการเข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือข่ายปฎิรูปที่ดินภาคอีสาน(คปอ.)โดยครั้งแรกที่เริ่มเคลื่อนไหว คือในวันที่ มี.ค.59 ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศในนามขบวนการประชาชนเพื่สังคมที่เป็นธรรม(พีมูฟ) เพื่อยื่นหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสำนักงานสำนักปลัดนายกรัฐมนตรีและร่วมเจรจาหาแนวทางแก้ไขปัญหาทางนโยบายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

กระทั่งเมื่อวันที่ 18 ก.ค.59 นิตยาและแม่ รวมทั้งน้องสาว รวม คน ได้รับหมายเรียกให้เข้าพบพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรวังตะเฆ่ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาตามที่อุทยานแห่งชาติไทรทอง แจ้งความดำเนินคดีฐานความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ 2507 และ พ.ร.บ.อุทยานฯ 2504

ต่อมานับจากจากนั้นเพื่อนบ้านของเธอก็ถูกแจ้งหาเพิ่มอีก รวมจำนวนทั้งหมด 14 ราย

ช่วงระหว่างวันที่ 2 - 12 พ.ค.61 ในขณะที่ พีมูฟ ชุมนุมปักหลักอยู่ที่กรุงเทพฯ เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหากับหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งทางเพื่อนบ้านสมาชิกของเธอก็เข้ามาร่วมชุมนุมด้วย

ในขณะเดียวกัน ก็เป็นช่วงที่เพื่อนบ้านของเธอต้องเดินทางไปยังศาลจังหวัดชัยภูมิ เพื่อสืบพยานโจทก์และจำเลย ตามศาลนัดนับแต่วันที่ พ.ค.- ถึงเดือน มิ.ย.61 ขณะนี้ ศาลได้นัดสืบพยานจำเลยไปแล้ว ปาก โดยในวันที่ 23 พ ค.ที่ผ่านมา นิตยา ศาลจังหวัดชัยภูมินัดสืบพยานจำเลยเป็นคนที่ 5

นิตยา ในฐานะที่เธอเป็นแกนนำ ย่อมถูกกดดันอย่างมากเพื่อให้ยอมรับสารภาพ เพราะหากยอมรับแล้ว เป็นไปได้ว่าเพื่อนบ้านของเธออีกจำนวน ปาก ย่อมเกิดการเสียขวัญและกำลังใจ เธอพร้อมกับทุกคนยืนยันว่า จะสู้เพื่อความบริสุทธิ์ใจจากการไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ว่าจะสิ้นสุดลงในชั้นใดก็ตาม

https://prachatai.com/journal/2018/05/77103

  • หลงรัก
    11
  • ว้าว!
    3
  • ขำขำ
    4
  • เศร้า
    3
  • โกรธ
    2
 
akausa

หลังม่านนโยบายทวงคืนผืนป่า คราบน้ำตาของคนเล็กคนน้อย
 
วันนี้ (20 ก.ค.2558) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากรัฐบาลโดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกาศนโยบายทวงคืนผืนป่า โดยเข้าไปตัดฟันต้นยางพาราหลายร้อยไร่ที่ปลูกในพื้นที่ทับซ้อนกับอุทยานแห่งชาติ ในหลายพื้นที่ ซึ่งพื้นที่บางส่วนยังไม่มีการตรวจสอบเอกสิทธิให้ชัดเจน หรือไม่มีการผ่อนปรนแต่อย่างใด
 Y2Gcr7FmYarLhDwh2QHc3U4wCsvewrqjruKzGwAb5ocxbBvXx3R.jpg]
เว็บไซต์คนชายข่าว คนชายขอบ 

http://transbordernews.in.th/ 

รายงานถึงชีวิตของชาวบ้านที่จ.สกลนคร ในรายงาน หลังม่านนโยบายทวงคืนผืนป่า คราบน้ำตาของคนเล็กคนน้อย

แกงหวายรสดีพร้อมอาหารประจำถิ่นอีสาน และผลไม้นานาชนิด ถูกวางจานจัดต้อนรับคณะสื่อมวลชนจากส่วนกลางที่ร่วมเดินทางลงพื้นที่หลายอำเภอในจังหวัดสกลนครที่ได้รับผลกระทบจากแผนแม่บททวงคืนผืนป่าของราชการ

บ้านเราไม่มีอะไรเยอะ ลูกๆ เราก็กินแต่ผัก ผลไม้เดิมๆ เราไม่มีเงินไปซื้อผักปลา ราคาแพง ตอนนี้เข้าไปทำสวน ทำไร่ ไม่ได้แล้ว ยิ่งยากเลยนะ ยางที่กรีดทิ้งไว้ของบางคนก็ปล่อยให้เจอฝน เจอน้ำ แข็งตัวในป่ายางไว้ ไร่มันสำปะหลังบางแปลงก็หญ้าขึ้นรก ชาวบ้านทยอยหางานอื่นทำแล้ว มีบางคนแอบไปทำสวนในเขตป่าสงวน เขตอุทยานอยู่ แต่ถ้าเจ้าหน้าที่รู้จะทำยังไงกันได้” แม่เฒ่ารายในหมู่บ้านพยายามสะท้อนสถานการณ์ความเดือดร้อนที่คนในชุมชนกำลังประสบ

เสร็จมื้อกลางวัน สวาท อุปะฮาด” ผู้ประสานงานเครือข่ายไทบ้านไร้สิทธิจังหวัดสกลนคร พร้อมชาวบ้านพาสื่อมวลชนลงพื้นที่สำรวจการทำสวนยางและพื้นที่ซึ่งถูกไล่รื้อที่อยู่อาศัยที่อยู่โดยรอบเขตอุทยานแห่งชาติภูผาเหล็ก เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าบะยาว ป่าหัวยางคำ ป่าหนองกุงทับม้าและป่าหนองหญ้าไชย ซึ่งมีพื้นที่รอยต่อ จังหวัด คือ อำเภอนิคมน้ำอูน จังหวัดสกลนคร อำเภอวังสามหมอจังหวัดอุดรธานี และอำเภอสามชัยจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยพื้นที่ดังกล่าวล้วนเป็นพื้นที่เป็นแนวเขตของรัฐ ที่ชาวบ้านไม่ได้มีเอาสารสิทธิ์ครอบครอง หากแต่ผ่านช่วงเวลาการทำกินมายาวนาน ปัจจุบันกลายเป็นพื้นที่ทับซ้อนระหว่างที่ทำกินของชาวบ้านและเขตป่าของรัฐ

สำหรับที่มาที่ไปของการตรวจสอบสิทธิ์และการจัดการทรัพยากรป่าไม้ สวาท” ระบุว่า เป็นปัญหาซ้ำซากที่ยากจะอธิบาย เพราะรัฐมักประชาสัมพันธ์ว่าพื้นที่ใดที่ถูกทวงคืน ติดป้ายห้ามเข้า และประกาศเขตแล้ว คือ ผลงานการอนุรักษ์และยึดคืนพื้นที่ป่า โดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นเอกชนแบบทุนใหญ่ หรือเป็นเพียงที่แปลงสุดท้ายที่ชาวบ้านใช้ทำไร่ยาง ปลูกมันสำปะหลัง และผลไม้อื่นๆ ทั้งมะม่วง มะขาม ลำไย เงาะ และแก้วมังกร แต่อาณาเขตป่ากว้างขวางสุดลูกหูลูกตา

ระหว่างการสำรวจผืนป่าและหมู่บ้านโดยรอบที่พอมองเห็นจากถนนสองเลน ซึ่งแบ่งระหว่างอุทยานและเขตป่าสงวน พงศ์สมัย สีละวัน” ชาวบ้านตำบลสำราญ อำเภอสามชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ ตัวแทนชาวบ้านที่เดินทางมาลงพื้นที่ให้ข้อมูลกับคณะสื่อมวลชนว่า

ถ้าจะพูดกันตรงๆ คือ ที่ดินของชาวบ้านแถบนี้ ไม่มีใครหรอกไม่รุก ถ้ารัฐเขาว่าผิด เราก็ผิด ที่ดินของผมที่กาฬสินธุ์มี 20 ไร่ ปลูกยางหวังจะมีเงินกับเขานั่นแหละ เมื่อก่อนปลูกมะขาม แต่พอปลูกยางได้เจ็ดปี ปีที่แล้วเขาตัดเกลี้ยงเลย จะให้ผมทำไง เขาตัดแล้วก็แล้วไป ผมรู้ว่าเรียกร้องอะไรไม่ได้ หนี้สินผมก็ไม่มีจะใช้แล้ว หาส่งดอกเบี้ยเขาได้ก็หา หาไม่ได้ก็ตายจากโลกไป ผมก็แก่แล้ว จะเอาอะไรไปสู้ ผมก็ไม่กลัวจะเสียอะไรแล้ว แต่ถามว่าทำไมนายทุนสร้างโรงงานอุตสาหกรรมยาง มองจากถนนก็เห็นชัดว่าอยู่กลางป่าสงวน แต่ไม่โดน รีสอร์ทก็ขึ้นข้างๆ ทางติดอุทยานก็ไม่เห็นโดนไล่ โดนห้าม อยู่ๆ มาบอกว่ามีโฉนด ผมเลยคิดว่าให้อภัย เขาทำหน้าที่เขา เราทำหน้าที่เรา ” ชายชาวไร่ยางกล่าวอย่างหม่นหมอง

หลังสำรวจสวนยางแล้ว ลำดวน บุญโส” ชาวบ้านอีกรายหนึ่งนำคณะเดินทางไปยังปากหมู่บ้านของตนที่หมู่บ้านสมสวัสดิ์ อำเภอสามหมอ เพื่อดูพื้นที่ชุมชนซึ่งมีบ้านเรือนเพียง หลังคาเรือน ที่ได้รับคำแจ้งเตือนจากอุทยานให้ย้ายออกโดยเร็วที่สุดและคาดว่าจะถูกไล่รื้อภายในไม่เกินสิ้นปีนี้ (2558 ) ซึ่งลำดวนเองก็ยังไม่ทราบว่าแนวทางต่อไปจะทำอย่างไร

ครอบครัวเรามีลูก คน หลังสามีเลิกรากันไป เราก็ทำร้านขายก๋วยเตี๋ยว ขายของทั่วไป มีอาหารพื้นบ้าน อย่างอึ่ง กบ เขียด และมีข้าวแกงบ้าง มีอะไรก็ขายปะปนกันไปที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน แต่ต่อมาปีที่แล้ว (2557) มีเจ้าหน้าที่มาแจ้งว่า สร้างที่อยู่อาศัยทับเขตป่า เขาก็จัดการรื้อบ้านทิ้ง เราเลยต้องสร้างใหม่ไกลออกไปกับสวนยางเพื่อนบ้านอีกประมาณ กิโลเมตร แต่คิดว่าไม่น่าจะเกินปีนี้ก็อาจโดนรื้ออีก พร้อมกับเพื่อนบ้านอีก ครอบครัว ตอนนี้ให้ลูกชายและลูกสาวออกจากมหาวิทยาลัยแล้ว เพราะเราไม่มีรายได้ จะให้ลูกกลับไปเรียนก็ต้องมีงานที่มั่นคงทำก่อน แต่ตอนนี้ จะรับจ้างใครก็ไม่ได้แล้ว เพราะสวนยางรัฐเขาก็ห้ามทำ และปลูกอะไรก็ไม่ได้ มันไม่ใช่ที่ของเรา” ลำดวนระบายความในใจ

ใช่เพียงแค่ภาระหนี้สินที่เกิดจากการลงทุนทางการเกษตรเท่านั้นที่ชาวบ้านใน จังหวัดภาคอีสานต้องแบกรับ แต่นโยบายการทวงคืนผืนป่า หมายถึงการตัดวงจรชีวิตที่เคยทำกินมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ด้วยแผนจัดการทรัพยากรของรัฐ ที่ส่อแววขัดแย้งกับเกษตรกรมากขึ้นทุกขณะ

ไม่ใช่แค่ความขัดแย้งกับอุทยานแห่งชาติภูผาเหล็กและป่าสวนขนาดใหญ่ใน อำเภอรอยต่อเท่านั้น ทว่าชะตากรรมของชาวบ้านที่อำเภอภูพาน ซึ่งอยู่รอบเขตป่าสงวนภูพาน จังหวัดสกลนครก็เผชิญกับสภาวะหนี้สินและตกอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดไม่ต่างกัน

เมื่อปี 2555 เจ้าหน้าที่รัฐลงพื้นที่พิสูจน์สิทธิชาวบ้านที่ครอบครองที่ดินแบบภาษีบำรุงท้องที่ หรือ ภบท.ที่ดำเนินการจัดสรรที่ดินมาตั้งแต่สมัยพลเอก เปรม ติณละสูลานนท์ พบว่าชาวบ้านหลายรายถูกดำเนินคดีในชั้นศาล ข้อหาบุกรุกป่า ทั้งๆที่เสียภาษีทุกปี โดยนับตั้งแต่มีการตรวจสอบสิทธิที่ดินทำกินในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มากระทั่งแผนทวงคืนผืนป่าของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ชาวบ้านตกเป็นจำเลยที่บุกรุกป่ามากถึง 34 คน (จำนวนนี้เฉพาะชาวบ้านที่เข้าร่วมเครือข่ายไทบ้านไร้สิทธิ) บ้างศาลตัดสินจำคุกแล้ว บ้างอยู่ระหว่างรอลงอาญา และบางส่วนรอศาลพิจารณา สืบพยาน

สมชัย ทองดีนอก” ชาวบ้านจัดระเบียบ อำเภอภูพาน ระบุว่า จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ความเข้าใจของชาวบ้าน คือ นโยบายใดๆก็ตามที่เกี่ยวกับป่าไม้อันเชื่อมโยงกับเขตชุมชน หมายถึงต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วม ทั้งการใช้พื้นที่ทำกินและพื้นที่อนุรักษ์ อย่างกรณี ชาวบ้านจัดระเบียบ อำเภอภูพาน ที่ถูกทวงคืนที่ดินในป่ากว่า 800 ไร่ หลายคนหมายถึงหมดสิ้นหนทางทำกินชั่วชีวิต

เมื่อก่อน เรามีป่าใหญ่มาก เราก็จับจองพื้นที่ทำกินตรงกลาง รอบๆ ทิ้งเป็นป่า ปลูกปอ ปลูกหวาย ปลูกมัน ปลูกพืชที่จำเป็นต่อครอบครัว แต่แล้วรัฐเขาก็มาบอกให้เราหันมาปลูกยาง ต่อมามีนายทุนมากว่านซื้อที่ดิน มาจากไหนไม่รู้ แต่ทำสวนในวงกว้าง อ้างว่ามีโฉนดสวนยาง ชาวบ้านไม่รู้ก็ขาย บางคนไม่ขายก็รับจ้างหาเงิน บ้างกู้เงินมาลงทุนปลูกยางเองบ้าง แล้วชะตากรรมก็ตกอยู่เช่นเดิม คือ โดนเจ้าหน้าที่รัฐดำเนินคดี” สมชัย อธิบายที่มาของปัญหา

เขาเล่าด้วยว่า ปัญหาที่ตามมาจากความอดอยาก ไร้สิทธิ และความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชาวบ้าน คือ เป็นช่องทางให้มิจฉาชีพเข้ามาใช้ช่วงวิกฤต อ้างจะช่วยเหลือชาวบ้านเข้ามาหลอกให้ชาวบ้านร่วมลงขันหาเงินไปสู้คดี รับปากจะไกล่เกลี่ยกับภาครัฐให้ สุดท้ายหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ชาวบ้านที่ไม่รู้หนังสือบางคนก็ตกเป็นเหยื่อ ขณะที่ตอนนี้หลายคนหาเงินได้ก็เก็บไว้ขึ้นศาล

สมชัยเห็นว่ารัฐบาลควรเปลี่ยนแผนใหม่ หากจะเอาป่าคืนพื้นที่สีเขียวก็ต้องสัญญาว่า หาที่อยู่ที่ทำกินให้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์ แต่ถ้าหาไม่ได้ต้องเปิดเวทีคุยกันจริงจังซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยสำเร็จเพราะรัฐบาลไม่ได้มุ่งมันแก้ไข และไม่เคยรับฟังว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศได้รับแรงสั่นสะเทือนอย่างไร

ผมเชื่อว่าในประเทศนี้ไม่มีที่ดินพอให้คนจนอาศัยแล้ว ที่เราอยู่ได้เพราะเราพึ่งเกษตร เราไม่มีเกษตรเป็นที่พึ่งมันแปลว่า เราเหมือนขาดลมหายใจไปแล้ว เพราะเงินรายได้ที่มีใช้สู้คดีไม่กี่เดือนก็หมด ผมอยากให้หันมามองเราอย่างประชาชน ร่วมคิด ร่วมสร้าง ไม่ใช่ศัตรู” สมชัยทิ้งท้าย

ทั้งหมดคือเสียงจากคนเล็กคนน้อยในภาคอีสานที่สะท้อนภาพนโยบายทวงคืนผืนป่า ในมุมบนก้มมองสู่ข้างล่าง เราเห็นภาพกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อ้างถึงตัวเลขความสำเร็จนับแสนไร่ที่ทวงคืนมาได้ แต่ในมุมจากข้างล่างมองขึ้นไปข้างบน เราเห็นผู้คนนับพันนับหมื่นกำลังเดือดร้อนจากนโยบายครั้งนี้ ขณะที่นายทุนและเจ้าของที่ดินรายใหญ่กลับไม่ถูกดำเนินการใดๆ แต่ชาวบ้านที่หาเช้ากินค่ำกลับต้องเดือนร้อนอย่างแสนสาหัส

ปัจจุบันสังคมไทยเสียสมดุลในแทบทุกด้าน จนกลายเป็นวิกฤตที่สุด กรณี คนกับป่าก็เช่นกัน มุมมองที่แตกต่างกัน ทำให้บาดแผลยิ่งบาดลึก ทำอย่างไรเราถึงจะเริ่มจัดสมดุลกันใหม่ได้ 

 

http://news.thaipbs.or.th/content/3710

  • หลงรัก
    3
  • ว้าว!
    5
  • ขำขำ
    10
  • เศร้า
    5
  • โกรธ
    1
 
akausa

คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ที่ 64/2557
 
เรื่อง การปราบปรามและการหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้
 
เพื่อให้การบริหารราชการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในการปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่ต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถลดผลกระทบที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ของประเทศโดยรวม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้
 
1. ให้กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย กองกำลังป้องกันชายแดนของกองทัพบก และกองทัพเรือ ตลอดจนหน่วยงานที่มีภารกิจและอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการปราบปรามและจับกุมผู้บุกรุก ยึดถือครอบครอง ทำลาย หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สถาพป่า รวมทั้งผู้สมคบและสนับสนุนช่วยเหลือ ให้ได้ผลอย่างจริงจังในทุกพื้นที่ รวมทั้งสกัดกั้นการลักลอบตัดไม้มีค่าหรือไม้หวงห้าม การนำเข้าและส่งออกไม้ที่ผิดกฎหมาย ตลอดแนวชายแดน ตลอดจนปราบปรามเครือข่ายขบวนการตัดไม้ทำลายป่าในทุกหมู่บ้านและชุมชนทั่วประเทศ
 
2. ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ ควบคุม ตรวจสอบ กิจการการแปรรูป การตั้งโรงงานแปรรูปไม้ การค้าไม้แปรรูป ตลอดจนการค้าหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามและสิ่งประดิษฐ์ใด เครื่องใช้หรือสิ่งอื่นใดที่ทำด้วยไม้หวงห้าม หากพบมีการปล่อยปละละเลย หรือมีเจตนาจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบกฎหมายที่บัญญัติไว้ ให้ดำเนินการลงโทษตรากฎหมายอย่างเด็ดขาดกับเจ้าของหรือผู้ประกอบการโดยทันที
 
3. ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ ติดตามผลคดีป่าไม้และดำเนินการพื้นฟูพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกทำลาย ให้คืนสภาพป่าที่สมบูรณ์ดังเดิม โดยประสานกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งภาคประชาชนและองค์กรชุมชนได้เข้ามีส่วนรวมในการดำเนินการดังกล่าวอย่างจริงจัง
 
4. เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดปล่อยปละละเลย หรือเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดตามกรณีดังกล่าวข้างต้น จะต้องถูกดำเนินการทั้งทางวินัยและทางอาญาเด็ดขาดโดยทันที
 
5. ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ติดตามผลการดำเนินการตามข้อ 1-4 และรายงานผลการปฏิบัติให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติทราบอย่างต่อเนื่อง
 
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
 
สั่ง ณ วันที่ 14 มิถุนายน พุทธศักราช 2557
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
 
  • หลงรัก
    5
  • ว้าว!
    2
  • ขำขำ
    3
  • เศร้า
    2
  • โกรธ
    8
 
willy

จะสู้กับความอยุติธรรม ไม่ว่าจะนานแค่ใหน และจะไม่ตายประชดมันแน่!.

...

  • หลงรัก
    4
  • ว้าว!
    3
  • ขำขำ
    6
  • เศร้า
    7
  • โกรธ
    3
 
akausa

 2 people, text and outdoor

  • หลงรัก
    4
  • ว้าว!
    1
  • ขำขำ
    9
  • เศร้า
    6
  • โกรธ
    4
 
ลิเกหลังม่าน

จ๊ะอี้....คนเฮาก่อต้องรอเปิ่ง...สานเตี้ย...แล้วครับ...

...

  • หลงรัก
    10
  • ว้าว!
    3
  • ขำขำ
    6
  • เศร้า
    4
  • โกรธ
    1
 
akausa

ถ้ามีคนกล้าพอก็ตั้งศาลเตี้ยได้แล้วครับ....

เราสู้เพื่อความชอบธรรมและความยุติธรรมของสังคมไม่ได้ทำอะไรเพื่อส่วนตัว..

สู้เพื่อสิทธิเสรีภาพที่เสมอและเท่าเทียมกันในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่ยอมให้ใครมาเอารัดเอาเปรียบ...

มีอิสระเสรีที่จะเลือกเดินเพื่อการดำรงชีพโดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้ใดในสังคม

มีกฎหมายที่เอาผิดได้กับชนทุกชั้นที่ทำผิด ใครทำผิดก็ต้องได้รับโทษ

เป็นได้อย่างนี้..สังคมก็จะเป็นปกติสุข...

  • หลงรัก
    2
  • ว้าว!
    5
  • ขำขำ
    4
  • เศร้า
    6
  • โกรธ
    4
 
3 ส

อนาถ

ขี้เซา

  • หลงรัก
    4
  • ว้าว!
    2
  • ขำขำ
    8
  • เศร้า
    2
  • โกรธ
    3
 
PM007

จะไปฟ้องใครได้ละ นอกจากประจานมันทุกวัน เพราะคนที่จะรับฟ้อง ก็คนที่ต้องการจะเข้าไปอยู่ 

เฮ้อ เหนื่อยกับพวกผีเปรต พวกนี้จริง ๆ นี่แหละประเทศนี้ คนที่ให้ความยุติธรรม กลับเป็นคนกลับกรอก

เป็นพวกผี ห่า ซาตาน ปวดหัว

  • หลงรัก
    6
  • ว้าว!
    4
  • ขำขำ
    6
  • เศร้า
    4
  • โกรธ
    3
 
willy

แม่นแล้ว ปี้อ้ายเหอย!

YES !

  • หลงรัก
    2
  • ว้าว!
    3
  • ขำขำ
    4
  • เศร้า
    6
  • โกรธ
    5
 
akausa

ก็ฟ้องประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศร่วมกันนี่แหละครับ...

ทำให้เขาเห็นว่า....

ถ้ามีคนกล้าพอก็ตั้งศาลเตี้ยได้แล้วครับ....

เราสู้เพื่อความชอบธรรมและความยุติธรรมของสังคมไม่ได้ทำอะไรเพื่อส่วนตัว..

สู้เพื่อสิทธิเสรีภาพที่เสมอและเท่าเทียมกันในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่ยอมให้ใครมาเอารัดเอาเปรียบ...

มีอิสระเสรีที่จะเลือกเดินเพื่อการดำรงชีพโดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้ใดในสังคม

มีกฎหมายที่เอาผิดได้กับชนทุกชั้นที่ทำผิด ใครทำผิดก็ต้องได้รับโทษ

เป็นได้อย่างนี้..สังคมก็จะเป็นปกติสุข...

  • หลงรัก
    2
  • ว้าว!
    1
  • ขำขำ
    3
  • เศร้า
    6
  • โกรธ
    8